A Path to Sufficiency  
กลับสู่หน้าสารบัญ
 
มรู้ สุ่ความพอเพียง
 
องค์ความรู้ที่ ๑ “วิเคราะห์ชุมชน”

ส่งเสริมให้รู้จักวิเคราะห์ตนเอง ชุมชน สังคม และคำนึงถึงการมีส่วนร่วม ของชุมชนในทุกระดับ รวมทั้งส่งเสริมให้มีการเก็บรวบรวม การใช้ การปรับปรุง การแลกเปลี่ยนและการตรวจสอบข้อมูลอย่างต่อเนื่อง จนเกิดระบบการจัดการฐานข้อมูลชุมชน เพื่อนำไปสู่การจัดทำแผนชุมชน โดยชุมชน และเพื่อชุมชน



รู้ตัวรู้ตน...ภูมิคุ้มกันของคนสันทราย
ตำบลสันทราย อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่


หลักการของโครงการรักษ์ป่า สร้างคน ๘๔ ตำบล วิถีพอเพียง คือ การมุ่งส่งเสริมสนับสนุนชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเอง ได้อย่างยั่งยืน โดยเริ่มจากการรู้จักตัวตนด้วยการวิเคราะห์ตนเอง ตำบลสันทราย เริ่มต้นกิจกรรมการวิเคราะห์ตนเองผ่านการวิเคราะห์เศรษฐกิจ และการใช้พลังงานระดับครัวเรือน (EC-EN) และการทำบัญชีครัวเรือน เพื่อสำรวจ รายรับ-จ่ายในครัวเรือน และร่วมกันวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา และนำไปสู่เวที การยกร่างแผนตำบลวิถีพอเพียง ปี ๒๕๕๒ เพื่อพัฒนาชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน อาทิ การศึกษาดูงาน ด้านการผลิตปุ๋ยอัดเม็ดชีวภาพ การผลิตก๊าซชีวภาพในครัวเรือน การอบรมส่งเสริมอาชีพเพาะเห็ดฟาง ฯลฯ

ความสำเร็จที่แท้จริงของการวิเคราะห์ชุมชนของตำบลสันทราย เกิดจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกลุ่มในชุมชน อาทิ ครัวเรือนอาสา แกนนำ และคณะกรรมการโครงการฯ ทั้งในระดับครัวเรือน หมู่บ้าน และตำบล นอกจากนี้ คนในชุมชน ยังได้เรียนรู้การจัดทำแผนตำบลวิถีพอเพียง เพื่อสนับสนุนและแก้ไขปัญหาในชุมชน

ทั้งนี้ ชุมชนยังได้เรียนรู้กระบวนการดำเนินกิจกรรม เป็นการสั่งสมความรู้และประสบการณ์ เพื่อเป็น “ภูมิคุ้มกัน” ในการเผชิญ
และแก้ไขปัญหา ถือเป็นการพัฒนาศักยภาพของชาวบ้านและผู้นำผ่านการลงมือปฏิบัติ นี่คือกระบวนการสำคัญที่เอื้อให้ตำบลสันทราย สามารถพัฒนาได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

องค์ความรู้ที่ ๒ “ทักษะชุมชน”

ส่งเสริมการพึ่งพาตนเองในการดำรงชีวิตด้านปัจจัยสี่ รวมทั้งทักษะในการประกอบอาชีพ บนพื้นฐานของความถนัด ความสามารถ และทรัพยากรที่มีอยู่ พัฒนาสู่การรวมกลุ่มกิจกรรมที่หลากหลายในชุมชน เพื่อสร้างรายได้และความสัมพันธ์ภายในชุมชน ควบคู่
กับการพัฒนาระบบบริหารจัดการ ทั้งด้านต้นทุนการผลิต การตลาด และการจัดทำบัญชี ขยายผลสู่วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์
ส่งเสริมให้มีกลไกคณะทำงานเพื่อชุมชนที่หลากหลาย ต่อเนื่อง มีการสืบทอด สร้างผู้นำรุ่นใหม่ มีระบบบริหารจัดการที่มี
ธรรมาภิบาล และมีการพัฒนาศักยภาพของคณะทำงานอย่างสม่ำเสมอ การระดมทุนจากภายในและภายนอก สร้างภาคีเครือข่าย ทั้งระดับตำบลและระดับภาค รวมถึงระบบการจัดการความรู้ ที่จะทำให้มีความรอบรู้อย่างรอบด้าน มีความรอบคอบในการ
เชื่อมโยงความรู้ และความระมัดระวังในการปฏิบัติ ซึ่งเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง



อาชีพ...ความสุข
ตำบลนาขาม อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์


โครงการรักษ์ป่า สร้างคน ๘๔ ตำบล วิถีพอเพียง มุ่งส่งเสริม “ทักษะชุมชน” เพื่อการพึ่งตนเอง โดยสร้างกระบวนการเรียนรู้
ผ่านการแลกเปลี่ยน ดูงาน อบรม และการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง จนชุมชนสามารถพัฒนาทักษะอาชีพ จากพื้นฐานความสามารถ
ความชำนาญ และสอดคล้องกับทรัพยากรในท้องถิ่น

ตำบลนาขาม สร้าง “ทักษะชีวิต” สู่วิถีพอเพียง โดยเริ่มจาก ทักษะการคิด วิเคราะห์จากข้อมูลรายรับ-รายจ่ายเพื่อให้รู้ปัญหา
ของตนเองและตำบล นำไปสู่การศึกษาเรียนรู้ สร้างโอกาส และแสวงหา ทักษะอาชีพ เพื่อลดรายจ่าย และเสริมสร้างศักยภาพ
ในการพึ่งตนเอง อาทิ การเพาะเห็ด ทำปุ๋ยหมัก เพาะพันธุ์ปลา เตาเผาถ่าน การปั้นเตา ทำบ่อแก๊สชีวภาพ ทอผ้าและแปรรูป
ผลิตภัณฑ์ จากนั้นจึงช่วยกันต่อยอดความคิด กระทั่งชุมชนเกิด ทักษะการบริหารจัดการ ด้วยความรอบรู้ รอบคอบ สามารถ
ประเมินความคุ้มค่าของการลงทุน นำความรู้มาวางแผนและปฏิบัติ จนเกิดประโยชน์และแก้ไขปัญหาอุปสรรคให้ลุล่วง สามารถลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น พึ่งตนเองได้มากขึ้น และขยายโอกาส โดยสร้างรายได้ในชุมชน เกิดระบบเศรษฐกิจภายในชุมชน พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันระหว่างกลุ่มอาชีพ องค์กร หน่วยงานภายในชุมชน และเชื่อมต่อไปยังกลุ่มภายนอกชุมชนด้วย

ตำบลนาขามในวันนี้ ได้พัฒนาทักษะชุมชนไปสู่คนในชุมชนมากขึ้น กลุ่มเพาะเห็ดจาก ๒ จุด เพิ่มเป็น ๗ จุด กลุ่มเผาถ่านหนึ่งเดียวของตำบลได้ขยายเป็น ๒๖ จุด และกลุ่มทอผ้ามีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายขึ้นจากสมาชิกที่เข้ามาเสริม อาทิ เสื้อ กระเป๋า กางเกง ผ้าคลุมไหล่ ผ้าขาวม้า เพื่อให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า และนำพาชาวบ้านตำบลนาขาม...ขายความสุขของการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

องค์ความรู้ที่ ๓ “ทรัพยากรชุมชน”

รู้จัก รู้ใช้ รู้รักษา และรู้เพิ่มพูนทรัพยากร ซึ่งเปรียบเสมือน “ทุนชีวิต” ประกอบด้วย ทุนทางสังคม ได้แก่ ประวัติศาสตร์ชุมชน
ความเชื่อ วัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญา ระบบคุณค่า บรรทัดฐานทางสังคม กฎระเบียบต่างๆ ทุนทาง ทรัพยากรธรรมชาติ
ได้แก่ ดิน น้ำ ป่า และทุนทรัพยากรบุคคล ได้แก่ ผู้รู้ในท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน คนต้นแบบ

น้ำ...สายธารชีวิตของคนป่าขะ
ตำบลป่าขะ อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก


ทรัพยากร เปรียบดั่ง “ทุนชีวิต” ของชุมชน ไม่จำกัดแค่ “ทุน” ทางธรรมชาติเท่านั้น หากรวมถึงทุนทางสังคม และทรัพยากรบุคคล

ตำบลป่าขะ ทำการศึกษาวิจัยแนวทางการจัดการน้ำ โดยมีเป้าหมายเพื่อนำ “น้ำ” กลับคืนสู่ชุมชนอีกครั้ง โดยใช้กระบวนการ
มีส่วนร่วมของชุมชน เริ่มตั้งแต่การหาแนวร่วมทำวิจัยน้ำ เก็บข้อมูลรอบด้านอย่างเป็นระบบ และเปิดเวทีชาวบ้าน โดยมีผู้นำ
ทางการ ผู้นำธรรมชาติ กลุ่มชาวบ้าน กลุ่มเยาวชน กลุ่มผู้ประกอบการ ฯลฯ ร่วมกันหาทางออกของปัญหา รวมถึงการอบรม
ศึกษาดูงานกับองค์กรภายนอก เพื่อหาความรู้เพิ่มเติม

ทั้งนี้ กระบวนการดังกล่าวได้หนุนเสริมให้ชุมชนเกิดการเรียนรู้ และบ่มเพาะจิตสำนึกการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และขยายผล
สู่เยาวชน เพื่อการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

ข้อมูลทรัพยากรน้ำจาก “นักวิจัยชาวบ้าน” ตำบลป่าขะ เปรียบเสมือนเครื่องมือในการสร้างกระบวนการเรียนรู้และสร้างองค์ความรู้ ควบคู่กับการสร้างหลักคิด หลักการดำเนินชีวิต การบริหารจัดการ “ทุนชีวิต” ของชุมชนทั้งทรัพยากรน้ำตามธรรมชาติควบคู่
กับการบริหารจัดการทรัพยากรวิถีชีวิตให้มีความพอเพียง โดยยึดหลักรู้ตน รู้ใช้ รู้เก็บ และรู้รักษา ส่งผลให้เกิดการบูรณาการ
แผนตำบลวิถีพอเพียง และแผนงานขององค์การบริหารส่วนตำบล โดยนำข้อมูลจากงานวิจัยไปใช้ในการวางแผน ก่อให้เกิด
การแก้ไขปัญหาในระดับนโยบายและเป็นรูปธรรม

น้ำไม่เคยหยุดไหล ดังสายธารชีวิตของคนป่าขะที่ไม่เคยหยุดนิ่งต่อปัญหา

องค์ความรู้ที่ ๔ “พลังงานชุมชน”

ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า การเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและพฤติกรรมการใช้พลังงาน สู่การพึ่งพาตนเองด้าน พลังงาน พัฒนา
แหล่งพลังงานทางเลือกหรือพลังงานทดแทนในชุมชน เช่น พลังงานชีวมวล พลังงานจากแก๊สชีวภาพ พลังงาน ไบโอดีเซล
และเตาประหยัดพลังงานประเภทต่าง ๆ



จุดประกายไฟในตัวตน
ตำบลป่าคลอก อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต


พลังงาน คือยุทธศาสตร์หนึ่งที่มุ่งหวังสร้างจิตสำนึก ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงานของครัวเรือน ให้ใช้พลังงานได้อย่าง
มีประสิทธิภาพสอดคล้องกับศักยภาพตำบล และพัฒนาสู่การประหยัดพลังงานในระดับตำบล

ตำบลป่าคลอก เป็นตำบลหนึ่งที่มีแผนพัฒนาพลังงานที่เด่นชัด โดย คุณประวิทย์ นิลวิเชียร ที่มีความสนใจด้านพลังงาน
เป็นทุนเดิม และได้ร่วมโครงการฯ เพื่อสนับสนุนต่อยอดความรู้เรื่องด้านพลังงานทางเลือก และนำมาแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม
ในชุมชน โดยการศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องพลังงานทางเลือก อาทิ พลังงานลม แก๊สชีวภาพ และเตาเผาถ่าน
จนสามารถพัฒนาเตาเผาถ่าน ๒๐๐ ลิตร เป็น “เตาเผาถ่าน ๒๐๐ ลิตร แบบยืน รุ่นซูเปอร์ ๘๔” สามารถผลิตถ่านคุณภาพดี
สะดวกต่อการใช้งาน และนำความรู้มาขยายผลไปสู่การสร้างจุดเรียนรู้ด้านพลังงานทางเลือกในชุมชน

เรื่องง่ายๆ ของคนมีไฟ ที่พร้อมจะโหมแรงไฟได้ทุกเมื่อ เมื่อมีโอกาส...จุดประกาย และพร้อมส่งพลังไปสู่คนรอบข้าง

รายการ เตา ๒๐๐ ลิตร ทั่วไป เตาฯ รุ่นซูเปอร์ ๘๔
ไม้ฟืน ๑ ถัง (๔๕ กก.) ได้ถ่าน ๘ กิโลกรัม ๑๑ กิโลกรัม
เวลาในการเผา (ประสบการณ์ และความชำนาญ) ๔-๖ ชั่วโมง ๒-๔ ชั่วโมง
ราคา/ถัง ๒,๕๐๐ บาท ๓,๕๐๐ บาท

(ที่มา: หน่วยพลังงานชุมชน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน))

องค์ความรู้ที่ ๕ “พัฒนาจิตใจ”

เสริมสร้างคุณธรรมและจริยธรรมให้เกิดขึ้นในตัวบุคคลและชุมชน ทั้งความซื่อสัตย์สุจริต ความขยันอดทน การแบ่งปัน การเสียสละ เพื่อส่วนรวม มีจิตอาสา คำนึงถึงสังคม สิ่งแวดล้อมและลูกหลาน ควบคู่กับการอนุรักษ์และฟื้นฟูประเพณีและ วัฒนธรรมท้องถิ่น

เมื่อน้ำเมา...ปะทะ...น้ำใจ
ตำบลพิมาน อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม


การพัฒนาจิตใจหรือคุณธรรม ทั้งในระดับบุคคล ครัวเรือน ชุมชน หรือตำบล คือ ฐานรากแห่งความสำเร็จของงานพัฒนาชุมชน
สู่ความสุขที่ยั่งยืน

งานศพปลอดเหล้า เป็นกิจกรรมหนึ่งในแผนตำบลวิถีพอเพียงของตำบลพิมาน ที่เกิดขึ้นจากคนในชุมชน ทั้งผู้นำ ชาวบ้าน
และเจ้าอาวาสวัด ที่ตระหนักถึงค่าใช้จ่ายของค่าเหล้าในงานศพ และผลเสียของการดื่มเหล้า ไม่ว่าจะเป็นการเสียทรัพย์
เสียสุขภาพกาย เสียสุขภาพจิต จนถึงเสียชีวิต ครอบครัว และเสียความอยู่ดีมีสุขของชุมชน

งานศพปลอดเหล้า ในตำบลพิมาน จึงมิใช่เป็นเพียงการลดภาระค่าใช้จ่ายของเจ้าภาพงานศพเท่านั้น หากเป็นการพัฒนาจิตใจ
โดยปรับวิธีคิด เปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อสร้างวัฒนธรรม ค่านิยม และระเบียบชีวิตใหม่ ที่มีสติหรือความไม่ประมาทเป็นภูมิคุ้มกัน
โดยจัดเวทีประชาคม ลด ละ เลิก เหล้า ๑๐ หมู่บ้าน เพื่อเป็นแนวปฏิบัติในการแก้ปัญหาหนี้สินที่เกิดขึ้นในการจัดงาน
ช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชาวบ้านให้ลด ละ เลิก เหล้า และสร้างกระแส “งานศพปลอดเหล้า ไม่มีน้ำเมา มีแต่น้ำใจ”

ชาวตำบลพิมานในวันนี้ มีน้ำใจให้กันแทนน้ำเมา ใช้น้ำใจสร้างสุขให้ตนเองก่อน แล้วชุมชนก็อยู่เย็นเป็นสุขอย่างยั่งยืน

องค์ความรู้ที่ ๖ “โรงเรียน ครู เยาวชน”

บริหารจัดการความรู้ในท้องถิ่น และความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง ตั้งแต่การค้นหา รวบรวม พัฒนา ประยุกต์ใช้ และเผยแพร่
เช่น การทำจัดหลักสูตรท้องถิ่น โรงเรียนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง โดยให้ความสำคัญต่อบทบาทของโรงเรียน ครู และนักเรียน
ทั้งในฐานะผู้ดำเนินงานและผู้รับประโยชน์

ครม.เงา...สัญญาณแห่งอนาคต
ตำบลวังน้ำลัด อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์


“การสร้างคน” โดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่ ให้เห็นความสำคัญต่อทรัพยากรในท้องถิ่น ทั้งภูมิปัญญา วัฒนธรรม และทรัพยากร
ธรรมชาติ เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุด เป็นหนึ่งในเป้าหมายของโครงการ

ผู้นำชุมชน ตำบลวังน้ำลัด อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ และเจ้าหน้าที่โครงการฯ ได้ร่วมกันถ่ายทอดวัฒนธรรม ภูมิปัญญา
ท้องถิ่น และประสบการณ์การทำงานพัฒนา สู่เยาวชนคนหนุ่มสาว ผ่านกระบวนการเรียนรู้ในกลุ่มเยาวชน หรือที่เรียกกันใน
หมู่คนทำงานว่า “ครม.เงา” เปรียบเสมือนเป็น “เงา” เฝ้าติดตามและเรียนรู้กิจกรรมหลัก ๙ ประเด็นของตำบลที่ผู้ใหญ่ได้บุกเบิก
ไว้ อาทิ การอนุรักษ์ป่าชุมชน กลุ่มออมทรัพย์ ธนาคารข้าว กองทุนสวัสดิการชุมชน รวมทั้งช่วยเก็บข้อมูลรายรับ-รายจ่ายใน
ครัวเรือนอาสา และเสนอแผนกิจกรรมจนได้เป็นส่วนหนึ่งของแผนตำบลวิถีพอเพียง

ชาววังน้ำลัดในวันนี้ เชื่อมั่นว่า ครม.เงา จะได้แสดงตัวตนเป็นคนตัวจริงในอนาคต พร้อมลงมือสืบสานงานพัฒนา บนเส้นทาง
แห่งความพอเพียง และพร้อมเป็น “คนโต” ของลูกหลานรุ่นต่อไป


องค์ความรู้ที่ ๗ “สิ่งแวดล้อม และสุขภาวะ”

บริหารจัดการเพื่อดูแลรักษาสภาพแวดล้อมชุมชนและสุขอนามัยของคน สร้างจิตสำนึกในการดำรงชีวิตอย่างเกื้อกูล และเคารพ
ต่อธรรมชาติ ส่งเสริมอาชีพ วิธีการ การผลิต พฤติกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เช่น การทำเกษตรอินทรีย์ และใช้
น้ำส้มควันไม้ เพื่อลดการใช้สารเคมี หรือการหมุนเวียนการใช้ทรัพยากร เช่น ธนาคารขยะ ก่อให้เกิดสุขภาวะที่ดีทั้งร่างกาย
จิตใจ ชุมชน และสังคม

ชุดมนุษย์เงินเดือน หรือจะสู้ชุดชาวนา
ตำบลบ้านน้ำพุ อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย


“สิ่งแวดล้อมและสุขภาวะ” เป้าหมายเพื่อปรับเปลี่ยนความคิดและวิถีชีวิตสู่ความพอเพียง โดยการบริหารจัดการดูแลรักษา
สภาพแวดล้อมชุมชน สร้างจิตสำนึกในการดำรงชีวิตอย่างเกื้อกูลต่อธรรมชาติ เกิดการหมุนเวียนการใช้ทรัพยากร ส่งเสริม
ให้เกิดสุขภาวะทั้งกาย ใจ ปัญญา และสังคมของชุมชน

ตำบลบ้านน้ำพุ เป็นชุมชนที่มีศักยภาพในการเชื่อมโยงกิจกรรมเกษตรอินทรีย์กับการอนุรักษ์ดิน น้ำ ป่า และการสร้างชุมชน
เป็นสุข โดยเริ่มพลิกฟื้นผืนดิน ลงมือทำ ลองผิดลองถูก และค้นพบองค์ความรู้ในการปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตสู่เกษตรอินทรีย์
เชื่อมโยงสู่การฟื้นฟูอนุรักษ์น้ำและผืนป่า พร้อมสร้างคนรุ่นใหม่ที่มุ่งมั่นสืบสานงานพัฒนา เพื่อสร้างชุมชนเป็นสุขอย่างยั่งยืน

โครงการฯ ได้เข้ามาตอกย้ำงานพัฒนาสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะของตำบลบ้านน้ำพุ โดยการหนุนเสริมให้เกิดการรวมกลุ่ม
ต่อยอด ผลิตซ้ำ และสร้างนวัตกรรมให้กับชุมชน อาทิ ส่งเสริมการปลูกผักตามฤดูกาล เพื่อลดการใช้สารเคมี ส่งเสริมการ
ปลูกข้าวส่งจำหน่ายโรงพยาบาลคีรีมาศ และสามารถวิเคราะห์ดิน เป็นต้น

โดยมีศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ หมู่ ๓ เป็นศูนย์กลางเผยแพร่ความรู้ไปสู่ชุมชน อาทิ การวิเคราะห์ดิน การผลิตปุ๋ยอินทรีย์
การทำน้ำส้มควันไม้ด้วยตนเอง และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ทำเองได้ในครัวเรือน

บ้านน้ำพุวันนี้ ผู้ใหญ่ลีร้องเพลงไปพร้อมกับหมาที่วิ่งเล่นในท้องนาได้อย่างมีความสุข ด้วยสุขภาพกายและใจที่ดี มีข้าวขายได้
เกวียนละ ๒๐,๐๐๐ บาท อีกทั้งหนุ่มสาวนาข้าวแบกกระเป๋ากลับบ้านมาร่วมแรงร่วมใจพัฒนาชุมชนไปสู่วิถีพอเพียง ละทิ้งชุดมนุษย์เงินเดือนไว้เบื้องหลัง

องค์ความรู้ที่ ๘ “กองทุนชุมชน”

ส่งเสริมให้เกิดกองทุนทั้งที่อยู่ในรูปตัวเงิน และมิใช่ตัวเงิน พร้อมทั้งสร้างความรู้ในการบริหารจัดการกองทุน เพื่อให้ เกิดการออม
เงินทุนหมุนเวียน และระบบสวัสดิการชุมชนในรูปแบบต่างๆ เช่น กองทุนกู้ยืม กองทุนทักษะอาชีพ กองทุนรวม แรงเพื่อการผลิต
กองทุนสวัสดิการ ซึ่งจะเป็นระบบภูมิคุ้มกันให้กับชุมชน



ธนาคารขยะ คุณค่าที่มากกว่า “เงิน”
ตำบลท่าข้าม อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง


การดำเนินกิจกรรมด้าน “กองทุน” มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างองค์ความรู้ในการบริหารจัดการ “ทุน” ซึ่งเป็นทั้งแหล่งเงินและ
แหล่งทรัพยากรท้องถิ่น แสดงให้เห็นถึงการใช้ความรอบรู้รอบคอบในการสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่เหมาะสมกับชีวิตของคนในชุมชน
และดำเนินงานด้วยความซื่อสัตย์ เสียสละ สามัคคี อันเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จและเป็นหลักประกันความยั่งยืนของกองทุน

“ธนาคารขยะ” ของตำบลท่าข้าม อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง สะท้อนให้เห็นถึง “มูลค่า” ของ “เงิน” ที่ต่างไปจากเดิม
โดยมองลึกลงไปถึงคุณค่าของจิตใจ นั่นคือ ความใกล้ชิดเอื้ออาทร ความไว้เนื้อเชื่อใจ ความสุจริต ฯลฯ โดย โครงการฯ รวมถึงภาคีอื่นๆ อาทิ ธนาคารขยะชุมชนทุ่งยาว และองค์การบริหารส่วนตำบล เข้ามาหนุนเสริมกิจกรรมและองค์ความรู้
ในด้านการบริหารจัดการทุน

การเติบโตทางความคิดและวิธีคิดที่เปลี่ยนไปของชาวท่าข้าม เกิดจากการร่วมเรียนรู้ผ่านกระบวนการทำงานที่ออกแบบเอง
ตั้งแต่ต้น ได้แก่ การศึกษาดูงาน และนำมาประยุกต์ใช้ นำขยะมาคัดแยก และจัดระบบบริหารจัดการ เพื่อแปรเปลี่ยนเป็น
“มูลค่า” จากนั้นวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อต่อยอดความคิด เกิดเป็นโครงการผลิตแก๊สชีวภาพจากเศษอาหาร การทำผลิตภัณฑ์
จากเศษอาหาร เป็นต้น

แม้รูปแบบการจัดการของธนาคารขยะ จะต้องใช้เงินแลกกับขยะ แต่ความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจของคนท่าข้ามนั้นไม่สามารถ
แลกได้ด้วยเงิน เพราะทุกคนได้ใช้ความสุขบนความพอเพียงร่วมกัน